เดินทะลุเมฆ พิชิตใจตัวเอง

writing contest_64

          “เดินทะลุเมฆ พิชิตใจตัวเอง” เป็นอีกหนึ่งบทความและภาพถ่ายที่ผมได้ส่งเข้าประกวดในโครงการ “Travel Around The World: Blogger Contest 2016” ถือเป็นโครงการที่เอ็ม เอส ไอ จีจับมือนิตยสารเที่ยวรอบโลกเพื่อค้นหา Blogger หน้าใหม่ ในรูปแบบการประกวดบทความ เพื่อมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดประทับใจในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

          ผมเลือกส่งเรื่องราวการเดินทางตอนไป Trekking ที่ปล่องภูเขาไฟรินจานี ประเทศอินโดนีเซีย เพราะเป็นทริปการเดินทางที่ท้าทายลิมิตภายในจิตใจของตัวเองทริปหนึ่งเลยก็ว่าได้ ผมจึงค่อยๆ รวบรวมความทรงจำในช่วงเวลานั้น (ปี 2012) ในการถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ เพื่อส่งประกวดในโครงการ “Travel Around The World: Blogger Contest 2016” จนได้รับรางวัลชนะเลิศในโครงการปีนั้น

 

Climbing through the clouds.

          ในเมื่ออยู่บ้านมันสบายเกินไป ผมเลยต้องหาเรื่องลำบากใส่ตัวซ่ะหน่อย ด้วยการออกไปพิชิตยอดปากปล่องภูเขาไฟรินจานิ (Mount Rinjani) ที่สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย โดยสูงจากระดับน้ำทะเล 3,726เมตร

          ภูเขาไฟรินจานี หรือ Gunung Rinjani ตั้งอยู่บนเกาะลอมบ๊อก ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักเดินทางแนวผจญภัยหลายคนต้องปักธงเอาไว้ว่า ครั้งหนึ่งเราจะต้องไปเหยียบบนยอดนั้นให้ได้ ระยะเวลา 4 วัน 3 คืน กับความยากลำบากบนเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่มีการอาบน้ำ ไม่มีห้องส้วม ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และไม่มีที่พัก มันเป็นการเดินทางที่ทำให้เราได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง ทุกย่างก้าวทำให้เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ยิ่งเราเดินสูงขึ้นไปเท่าไรความหนาวก็จะเข้ามาทักทายเรามากขึ้นเท่านั้น ทำให้ในแต่ละวันเราไม่จำเป็นต้องอาบน้ำเลย ส่วนใครจะหนักจะเบาก็เดินไปหามุมสงบเงียบๆ ตามลำพังได้เอาเองนะ

Tent above the cloud

          การเป็นอยู่ของเราขึ้นอยู่กับลูกหาบหรือเจ้าหน้าที่ที่คอยนำทางเราในแต่ละวัน วันนี้เราจะได้กินอะไร คืนนี้เราจะค้างแรมกันตรงจุดไหน เพราะลูกหาบจะหอบสัมภาระของเรา เครื่องครัว และอาหารสด ขึ้นมาทำให้เราทานทุกมื้อ พร้อมกับกางเต๊นท์รอเราตามจุดที่กำหนดไว้ เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นมาตามลำพังได้ เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยต่างๆ

          ธรรมชาติมักจะรังสรรค์สิ่งสวยงามอยู่เสมอ เพียงแต่เราอาจจะไม่เคยสังเกตุเห็นมัน การเดินเท้าอย่างช้าๆ ทำให้เราได้เห็นอะไรที่มากขึ้น ดอกไม้ ลำธาร เมฆหมอก และผู้คนที่ร่วมทางเดินกับเรา บางคนเหนื่อยจนเริ่มท้อใจ บางคนปวดหัวเข่า บางคนก็หายใจไม่ทัน สิ่งต่างๆ รอบตัวเราทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากมาย และการที่เราได้เห็นชีวิตของคนอื่นทำให้เรามีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ผมทึ่งในตัวลูกหาบมาก เขาใส่รองเท้าแตะเก่าๆ แบกคานไม้ไผ่ที่ถ่วงน้ำหนักหัวท้ายด้วยสัมภาระต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋านักท่องเที่ยว อาหารสด แตงโม กระทะ เต๊นท์ และอื่นๆ อีกมากมาย เดินขึ้นไปอย่างง่ายดาย หลายคนใส่รองเท้าแพงยังหัวทิ่มหัวตำ กระเป๋าเป้รุ่นท๊อปอย่างดีสุดท้ายก็ต้องฝากลูกหาบแบกขึ้นไป พวกเขาไปเอาพละกำลังมาจากไหนกัน หรือเป็นเพราะความเคยชิน

Shadow of Rinjani peak

          สามวันแรกไม่มีอะไรมากไปกว่าการเดินชมวิว และถ่ายรูปไปเรื่อยๆ แต่วันสุดท้ายถือเป็นวันที่ทำให้ผมประทับใจมาก เพราะเราต้องตื่นกันตั้งแต่ตี 1 เพื่อเดินขึ้นไปบนยอดปากปล่องภูเขาไฟซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดที่เราจะต้องพิชิตกันให้ได้ บางคนรู้สภาพตัวเองดีว่าไม่ไหวหลังจากที่เดินมา 3 วัน ก็จะรออยู่ที่เต๊นท์ น้ำดื่ม เสื้อกันหนาว กล้องถ่ายรูป และไฟฉาย เป็นสิ่งที่ผมติดขึ้นไปด้วย เราต้องใช้ไฟฉายติดหัวเพื่อเก็บมือทั้งสองข้างไว้ปีนปาย และยันพื้นเวลาหน้าคะมำ เศษหินดินภูเขาไฟทำให้เส้นทางเดินยากเป็นสามเท่า เพราะมันร่วนซุย เท้าจมหายลงไปในดินทุกก้าวที่เหยียบ มันเพิ่มภาระของกำลังขาของเราเหลือเกิน ยิ่งเร่งยิ่งหนืด แค่เดินขึ้นเนินที่สูงชันก็แย่อยู่แล้ว พอเราเดินขึ้นพ้นบริเวณที่เป็นป่า ก็จะเจอพื้นที่เปิดโล่งเพราะเป็นบริเวณสันของปากปล่องภูเขาไฟ ความหนาวของลมที่พัดอย่างบ้าคลั่งเข้ามาตัดกำลังการเดินของเราทำให้หลายคนต้องถอดใจในจุดนี้ เพราะมันไม่มีที่ให้หลบลมหนาวเลย ทำได้เพียงนั่งลงบนพื้นและทำตัวเป็นก้อนหิน ตรงจุดนี้แหละที่ทำให้ผมก็เกือบถอดใจไปอีกคน เพราะมันเราเดินได้เพียงสิบก้าวก็ต้องหยุดพัก ความสูงทำให้เราหายใจไม่ทัน เราเดินกันมาแล้ว 4 ชั่วโมง จากจุดที่กางเต๊นท์ ผมเงยหน้าขึ้นไปดูแสงไฟของคนข้างหน้า โอ้ย..ทำไมมันอยู่ไกลจัง และดูเหมือนคนแรกยังไม่ถึงยอดเขาซะด้วย ตอนนี้พลังงานในร่างกายผมเหลือน้อยเต็มทน ผมบีบน้ำผึ้งเข้าปากเพื่อเพิ่มพลังงานและความสดชื่นให้กับตัวเอง นึกในใจเป็นไงเป็นกัน เดี๋ยวจะมาเสียดายทีหลังถ้าล่มเลิกตอนนี้

Sunrise

          ผมหยุดพักนานไม่ได้ เพราะลมแรงบวกความเย็นจะทำให้กล้ามเนื้อทำงานต่อไม่ไหว หน้าก็ปล่อยให้ชาไป แต่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นด้วยการค่อยๆ เดินขึ้นไปเรื่อยๆ รักษาระดับการหายใจให้สม่ำเสมอ หยุดคิดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก้าวเดินอย่างช้าๆ จนสุดท้ายผมก็เดินขึ้นมาถึงจุดที่สูงที่สุดของภูเขาแห่งนี้แล้ว และมาทันก่อนที่พระอาทิตย์จนโผล่พ้นขอบฟ้าด้วย เราสามารถพิชิตใจตัวเองได้แล้ว ความภาคภูมิใจมันเอ่อล้นขึ้นมาเต็มลิ้นปี่ หัวใจมันพองโต รูจมูกเปิดกว้างรับอากาศอย่างเต็มที่บนความสูง 3,726 เมตร (ถ้ามีถุงจะห่อกลับบ้านมาฝากคนที่บ้านด้วย)

          ผมมองเห็นบางกลุ่มกำลังทะยอยเดินลงกลับไปจุดที่กางเต๊นท์หลังจากที่เสร็จสิ้นความตั้งใจกันแล้ว มนุษย์เรานี้ช่างตัวเล็กจริงๆ เมื่อเทียบกับขุนเขาแห่งนี้ การที่เราออกมาลำบากแบบนี้เพียงเพื่ออะไรกันแน่ เราจะเอาชนะธรรมชาติที่กว้างใหญ่แห่งนี้หรอ หรือเพียงต้องการพิชิตใจตัวเราเองที่อยู่ลึกลงไปในเสื้อเพียงไม่กี่เซนติเมตร

Rinjani Mt.

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s